GULF ไตรมาสแรก โชว์กำไร 3.8 พันล้าน โต 13.4% ขายไฟฟ้าพุ่ง-ปรับขึ้น Ft
บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) ประกาศไตรมาส 1 ปี 66 มีกำไรสุทธิ 3,850 ล้านบาท เติบโต 13.4% และรายได้ 29,083 ล้านบาท สาเหตุจากรับรู้รายได้โรงไฟฟ้ากัลฟ์ศรีราชาเต็มทั้ง 4 หน่วย อีกทั้งมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการขายไฟให้ กฟผ. และลูกค้าอุตสาหกรรม เนื่องจากราคาขายไฟฟ้าเฉลี่ยสูงขึ้น รวมถึงค่า Ft ที่ปรับเพิ่มขึ้นสะท้อนต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น
บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี2566 บริษัทมีรายได้รวม 29,083 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 3,850 ล้านบาท เติบโต 13.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มีปัจจัยหลักมาจากรายได้ธุรกิจผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นสูง
ด้านกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) เท่ากับ 8,143 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.1%
และ อัตรากำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (EBITDA Margin) ในไตรมาสนี้ เท่ากับ 28.0% เทียบกับ 31.5% ในไตรมาส 1/2565
โดยบริษัทมีรายได้จากธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติ เท่ากับ 24,272 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 35.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ปัจจัยหลักจากการรับรู้รายได้โรงไฟฟ้ากัลฟ์ ศรีราชา ครบทั้ง 4 หน่วย
ทั้งนี้รวมถึงมีรายได้และกำไรที่เพิ่มขึ้นในส่วนที่ขายไฟฟ้าให้แก่ กฟผ. และลูกค้าอุตสาหกรรม ซึ่งสาเหตุหลักมาจากราคาขายไฟฟ้าเฉลี่ยที่สูงขึ้นตามราคาก๊าซธรรมชาติ ประกอบกับค่า Ft เฉลี่ยสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าที่ไม่ใช่ประเภทบ้านอยู่อาศัย ที่เพิ่มขึ้นเพื่อสะท้อนต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น
ด้านรายได้จากธุรกิจพลังงานหมุนเวียน เท่ากับ 545 ล้านบาท ลดลง 76.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน รายได้จากธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภค เท่ากับ 674 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 105.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และรายได้ธุรกิจดาวเทียม เท่ากับ 735 ล้านบาท รับรู้เข้ามาไตรมาสแรกจากกลุ่ม THCOM
ขณะที่ในไตรมาส 1 ปี 66 บริษัทฯยังรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจาก INTUCH จำนวน 1,247 ล้านบาท โตขึ้น 13% จาก 1,100 ล้านบาท ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน จากผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นของ AIS
นางสาวยุพาพิน วังวิวัฒน์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน GULF เปิดเผยว่า สำหรับปี 2566 คาดว่ารายได้รวมจะเติบโตประมาณ 50% จากโครงการที่จะทยอยเปิดดำเนินการในปี 2566 ซึ่งยังเป็นไปตามแผน ส่วนแผนธุรกิจของ GULF ในปี 2566 จะเน้นการลงทุนในธุรกิจพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น เพื่อบรรลุเป้าหมายที่จะเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนเป็น 40% ภายในปี 2578
สำหรับธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน ยังเป็นไปตามแผนที่กำหนด โดยโครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 มีกำหนดจะถมทะเลแล้วเสร็จและจะเริ่มก่อสร้างสถานีรับ-จ่ายก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG Terminal) ในปี 2567 และโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง เฟส 3 มีกำหนดจะเปิดดำเนินการท่าเทียบเรือ F1 และ F2 ในปี 2569 และปี 2573 ตามลำดับ ในส่วนของโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองสายบางปะอิน-นครราชสีมา (M6) และบางใหญ่ - กาญจนบุรี (M81) นั้น มีกำหนดจะเปิดดำเนินการในปี 2568
นางสาวยุพาพิน กล่าวต่อว่า ความคืบหน้าของธุรกิจดิจิทัลยังเป็นไปตามแผน โดยธุรกิจศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทยที่ร่วมลงทุนกับ Binance คาดว่าจะได้รับใบอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายในเดือนมิถุนายน 2566 และคาดว่าจะเปิดดำเนินการซื้อขายภายในสิ้นปีนี้ ส่วนธุรกิจศูนย์ข้อมูล (Data Center) ที่ร่วมลงทุนกับ Singtel และ AIS นั้น มีแผนที่จะเริ่มก่อสร้างในกลางปีนี้ และคาดว่าจะเปิดดำเนินการได้ในต้นปี 2568
ล่าสุด หุ้น GULF ปิดตลาดวันนี้ (15 พ.ค.66) ราคาลดลง -5.98% เหลือ 48 บาทต่อหุ้น แตะระดับต่ำสุดในรอบกว่า 7 เดือน โดยเจอแรงเทขายหนัก หลังจากพรรคก้าวไกลชนะเลือกตั้ง ซึ่งชูนโยบายลดค่าไฟให้ประชาชน และจะเปลี่ยนนโยบายพลังงานประเทศ พร้อมรื้อระบบที่เอื้อต่อกลุ่มทุน
อ่านรายละเอียดฉบับเต็ม : คำอธิบายและวิเคราะห์ของฝ่ายจัดการ ไตรมาสที่ 1 สิ้นสุดวันที่ 31 มี.ค. 2566
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB